กฎหมาย PDPA คืออะไร? พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลที่ธุรกิจควรรู้
การปกป้องข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้า เป็นข้อบังคับทางกฎหมาย PDPA ที่ธุรกิจทุกขนาดต้องใส่ใจCIPHERเข้าใจความสำคัญนี้ดี เราจึงรวบรวมสาระสำคัญของกฎหมาย PDPA ไว้ในบทความนี้ เพื่อช่วยให้คุณเข้าใจและปรับตัวให้ธุรกิจสอดคล้องกับพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ได้อย่างถูกต้อง
PDPA คืออะไร?

PDPAคือ กฎหมายที่ออกแบบมาเพื่อปกป้องข้อมูลส่วนบุคคลของประชาชน ย่อมาจาก Personal Data Protection Act โดยกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการเก็บรวบรวม ใช้ และเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล เป็นกฎหมายที่ทำให้เจ้าของข้อมูลมีสิทธิในการควบคุมข้อมูลของตนเอง และกำหนดให้องค์กรที่เก็บหรือใช้ PDPA ข้อมูลส่วนบุคคล ต้องได้รับความยินยอมและต้องดูแลข้อมูลอย่างเหมาะสม
ความเป็นมาของกฎหมาย PDPA
PDPA คือพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลเกิดขึ้นจากความจำเป็นในการคุ้มครองข้อมูลในยุคดิจิทัล เริ่มประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2562 และมีผลบังคับใช้อย่างเต็มรูปแบบวันที่ 1 มิถุนายน 2565 หลังจากเลื่อนมาหลายครั้งเพื่อให้องค์กรมีเวลาปรับตัว พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล นี้มี ความสำคัญของกฎหมายคุ้มครองสิทธิส่วนบุคคลเทียบเท่ากับกฎหมาย GDPR ของสหภาพยุโรป ที่ถือเป็นมาตรฐานระดับโลกในการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล การเข้าใจ ความสำคัญของกฎหมายคุ้มครองสิทธิส่วนบุคคล จะช่วยให้ธุรกิจมีแนวทางในการปฏิบัติที่ถูกต้อง

PDPA สำคัญกับธุรกิจในปัจจุบันอย่างไร?
Lorem ipsum dolor sit amet, consectetur adipiscing elit. Ut elit tellus, luctus nec ullamcorper mattis, pulvinar dapibus leo.
ปัจจุบัน กฎหมาย PDPA มีความสำคัญต่อองค์กรทุกขนาด ไม่ว่าจะเป็น
- ช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้า เมื่อพวกเขารู้ว่าข้อมูลของพวกเขาได้รับการดูแลอย่างดี
- ป้องกันความเสียหายทางการเงินและชื่อเสียงจากการละเมิดข้อมูล
- เพิ่มมาตรฐานการทำงานภายในองค์กรให้มีความโปร่งใสมากขึ้น
- สร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน เมื่อคุณสามารถแสดงให้ลูกค้าเห็นว่าธุรกิจของคุ
- ใส่ใจในความเป็นส่วนตัวของพวกเขา
การปฏิบัติตาม พ.ร.บ. ส่วนบุคคล จึงไม่ใช่แค่การทำตามกฎหมาย แต่เป็นการยกระดับมาตรฐานธุรกิจของคุณให้เป็นที่น่าเชื่อถือในสายตาผู้บริโภคยุคใหม่ ซึ่งให้ความสำคัญกับ พ.ร.บ. ส่วนบุคคล และความปลอดภัยของข้อมูลมากขึ้นทุกวัน
ข้อมูลส่วนบุคคลที่อยู่ภายใต้การคุ้มครองของ PDPA มีอะไรบ้าง?
กฎหมาย PDPA ครอบคลุม PDPA ข้อมูลส่วนบุคคลหลากหลายประเภท แบ่งเป็น 2 กลุ่มหลัก:
ข้อมูลส่วนบุคคลทั่วไป
PDPA ข้อมูลส่วนบุคคลทั่วไป หมายถึงข้อมูลที่สามารถระบุตัวตนของบุคคลได้ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม เช่น:
- ชื่อ นามสกุล
- ที่อยู่
- หมายเลขโทรศัพท์
- อีเมล
- หมายเลขบัตรประชาชน
- เลขที่หนังสือเดินทาง
- ข้อมูลตำแหน่งที่อยู่ (Location)
- IP Address
- Cookie ID
PDPA ข้อมูลส่วนบุคคลเหล่านี้แม้จะดูเหมือนเป็นข้อมูลพื้นฐาน แต่สามารถนำไปใช้ระบุตัวตนและเชื่อมโยงไปถึงพฤติกรรมของบุคคลได้ จึงต้องได้รับการคุ้มครองตาม กฎหมาย PDPA อย่างเคร่งครัด
ข้อมูลส่วนบุคคลที่มีความอ่อนไหว
PDPA ข้อมูลส่วนบุคคลที่มีความอ่อนไหวต้องได้รับการดูแลเป็นพิเศษภายใต้ พ.ร.บ. ส่วนบุคคล ได้แก่:
- ข้อมูลเชื้อชาติ เผ่าพันธุ์
- ความคิดเห็นทางการเมือง
- ความเชื่อทางศาสนา
- ข้อมูลพันธุกรรม
- ข้อมูลชีวภาพ (เช่น ลายนิ้วมือ การจดจำใบหน้า)
- ประวัติอาชญากรรม
- ข้อมูลสุขภาพ
- ข้อมูลเกี่ยวกับพฤติกรรมทางเพศ
การเก็บรวบรวมและใช้ PDPA ข้อมูลส่วนบุคคล ประเภทนี้ต้องได้รับความยินยอมโดยชัดแจ้งจากเจ้าของข้อมูลและมีมาตรการป้องกันที่เข้มงวดเป็นพิเศษ ตามที่ พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลกำหนดไว้
องค์ประกอบสำคัญของ PDPA มีอะไรบ้าง?

การทำความเข้าใจองค์ประกอบของ PDPA สรุป ได้ว่ามีผู้เกี่ยวข้องหลัก 3 ฝ่าย:
- เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล (Data Subject)– คือ บุคคลที่เป็นเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลนั้น ๆ ซึ่งมีสิทธิในการควบคุมและตัดสินใจเกี่ยวกับข้อมูลของตนเอง
- ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล (Data Controller)– คือ บุคคลหรือนิติบุคคลที่มีอำนาจในการตัดสินใจเกี่ยวกับการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล เช่น บริษัทที่เก็บข้อมูลลูกค้า
- ผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล (Data Processor)– คือ บุคคลหรือนิติบุคคลที่ดำเนินการเกี่ยวกับการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลตามคำสั่งหรือในนามของผู้ควบคุมข้อมูล
นอกจากนี้ PDPA สรุปสิทธิของเจ้าของข้อมูลที่สำคัญไว้ ดังนี้:
- สิทธิในการเข้าถึงข้อมูล
- สิทธิในการแก้ไขข้อมูลให้ถูกต้อง
- สิทธิในการลบข้อมูล (Right to be Forgotten)
- สิทธิในการถอนความยินยอม
- สิทธิในการห้ามการประมวลผล
- สิทธิในการโอนย้ายข้อมูล
- สิทธิในการคัดค้านการประมวลผลข้อมูล
องค์ประกอบเหล่านี้มีความสัมพันธ์กันและมีหน้าที่ความรับผิดชอบที่แตกต่างกันภายใต้ พ.ร.บ. ส่วนบุคคล ธุรกิจจึงต้องเข้าใจบทบาทของตนเองให้ชัดเจนว่าอยู่ในฐานะใด เพื่อปฏิบัติตาม PDPA อย่างถูกต้อง
5 ขั้นตอนการทำตาม PDPA ต้องทำอย่างไร?
หลายธุรกิจอาจสงสัยว่า PDPA ต้องทำอะไรบ้าง ต่อไปนี้คือ 5 ขั้นตอนสำคัญที่ช่วยให้ธุรกิจของคุณปฏิบัติตาม กฎหมาย PDPA ได้อย่างครบถ้วน:
ขั้นตอนที่ 1 การเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคล
PDPA ต้องทำอะไรบ้าง ในขั้นตอนแรก? การเก็บรวบรวมข้อมูลต้องได้รับความยินยอมจากเจ้าของข้อมูลก่อน โดยต้องแจ้งวัตถุประสงค์ในการเก็บอย่างชัดเจน สิ่งที่ต้องดำเนินการ ได้แก่:
- จัดทำ Privacy Policy ที่ชัดเจนและเข้าใจง่าย
- ตรวจสอบการจัดการเว็บไซต์แอปพลิเคชันและบริการจากบุคคลที่สาม (Third-party)
- มีระบบการเก็บข้อมูลพนักงานที่ถูกต้องตามกฎหมาย
การเก็บข้อมูลต้องเก็บเท่าที่จำเป็นตามวัตถุประสงค์เท่านั้น ไม่ควรเก็บข้อมูลเกินความจำเป็นตามหลักการของ พ.ร.บ. ส่วนบุคคล
ขั้นตอนที่ 2 การใช้หรือประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล
PDPA ต้องทำอะไรบ้างในขั้นตอนการประมวลผลข้อมูล? การใช้ข้อมูลต้องเป็นไปตามวัตถุประสงค์ที่แจ้งไว้เท่านั้น หากต้องการใช้ข้อมูลนอกเหนือจากวัตถุประสงค์ที่แจ้งไว้แล้ว ต้องขอความยินยอมใหม่ ธุรกิจควร:
- มีระบบบันทึกการประมวลผลข้อมูลที่ชัดเจน
- มีการกำหนดระยะเวลาการเก็บข้อมูลที่เหมาะสม
- จัดให้มีระบบการตรวจสอบการเข้าถึงข้อมูล
การประมวลผลข้อมูลที่มีความอ่อนไหวต้องได้รับความยินยอมเป็นลายลักษณ์อักษรโดยชัดแจ้ง ตามที่ PDPA สรุป ไว้ในหลักการสำคัญ
ขั้นตอนที่ 3 มาตรการด้านความปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคล
PDPA สรุปว่าความปลอดภัยของข้อมูลเป็นหัวใจสำคัญของ กฎหมาย PDPA ธุรกิจต้อง:
- จัดให้มีมาตรการรักษาความปลอดภัยที่เหมาะสม
- มีระบบการเข้ารหัสข้อมูลที่มีประสิทธิภาพ
- กำหนดสิทธิการเข้าถึงข้อมูลเฉพาะผู้ที่เกี่ยวข้อง
- มีแผนรับมือกรณีเกิดการรั่วไหลของข้อมูล
ความปลอดภัยของข้อมูลไม่ใช่แค่เรื่องของเทคโนโลยี แต่รวมถึงกระบวนการทำงานและการฝึกอบรมบุคลากรด้วย เพื่อให้ทุกคนในองค์กรตระหนักถึง ความสำคัญของกฎหมายคุ้มครองสิทธิส่วนบุคคล
ขั้นตอนที่ 4 การส่งหรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล
PDPA ต้องทำอะไรบ้างในการส่งหรือเปิดเผยข้อมูล? การส่งต่อหรือเปิดเผยข้อมูลให้บุคคลที่สามต้องได้รับความยินยอมจากเจ้าของข้อมูลก่อน โดยเฉพาะการส่งข้อมูลไปต่างประเทศที่มีข้อกำหนดพิเศษ ธุรกิจควร:
- ตรวจสอบว่าประเทศปลายทางมีมาตรฐานการคุ้มครองข้อมูลที่เพียงพอ
- มีสัญญาระหว่างคู่สัญญาที่ชัดเจนเกี่ยวกับการคุ้มครองข้อมูล
- เก็บบันทึกการส่งหรือเปิดเผยข้อมูลทุกครั้ง
การเปิดเผยข้อมูลโดยไม่ได้รับความยินยอมสามารถทำได้เฉพาะกรณีที่ พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล กำหนดเท่านั้น เช่น เพื่อป้องกันหรือระงับอันตรายต่อชีวิต
ขั้นตอนที่ 5 การกำกับดูแลข้อมูลส่วนบุคคล
PDPA ต้องทำอะไรบ้าง ในการกำกับดูแล? การกำกับดูแลเป็นขั้นตอนต่อเนื่องที่ต้องทำตลอดไป โดยธุรกิจต้อง:
- แต่งตั้งเจ้าหน้าที่คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (DPO) สำหรับองค์กรที่มีการประมวลผลข้อมูลในปริมาณมาก
- จัดทำและปรับปรุงนโยบายการคุ้มครองข้อมูลอย่างสม่ำเสมอ
- ให้เจ้าของข้อมูลสามารถใช้สิทธิต่าง ๆ เช่น สิทธิในการเข้าถึง แก้ไข ลบ หรือโอนย้ายข้อมูลได้โดยสะดวก
การกำกับดูแลที่ดีจะช่วยให้องค์กรสามารถปรับตัวได้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของกฎหมาย PDPA และเทคโนโลยี
โทษที่คุณอาจเจอ หากไม่ปฏิบัติตาม PDPA
การไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย PDPA อาจนำไปสู่บทลงโทษที่รุนแรง ทั้งในด้านการเงินและชื่อเสียง แบ่งเป็น 3 ประเภทดังนี้
โทษทางแพ่ง
เจ้าของข้อมูลสามารถเรียกร้องค่าเสียหายได้ตามจริง และศาลอาจสั่งให้จ่ายค่าสินไหมทดแทนเพิ่มเติมได้ถึง 2 เท่า นอกจากนี้ยังอาจถูกฟ้องร้องเป็นคดีแบบกลุ่ม (Class Action) หากมีผู้เสียหายจำนวนมาก ซึ่งอาจส่งผลให้ค่าเสียหายสูงมากขึ้นไปอีก
โทษทางอาญา
หากมีการนำข้อมูลส่วนบุคคลไปใช้ในทางที่ผิด หรือเปิดเผยข้อมูลโดยมิชอบ อาจมีโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 500,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และหากเป็นข้อมูลที่มีความอ่อนไหว โทษจะหนักขึ้นเป็นจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 1,000,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
โทษทางปกครอง
คณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลสามารถสั่งปรับทางปกครองได้สูงสุดถึง 5,000,000 บาท ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของการละเมิด โดยอาจสั่งให้หยุดการดำเนินการที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลส่วนบุคคล หรือสั่งให้แก้ไขปรับปรุงมาตรการคุ้มครองข้อมูล นอกจากบทลงโทษตามกฎหมายแล้ว การละเมิด PDPA สรุป แล้วยังส่งผลเสียต่อชื่อเสียงและความเชื่อมั่นของลูกค้าต่อธุรกิจ ซึ่งอาจเกิดผลเสียหายทางธุรกิจในระยะยาวที่ประเมินค่าไม่ได้
CIPHER ช่วยพัฒนาเว็บไซต์ของคุณให้สอดคล้องกับ PDPA
CIPHER เข้าใจความซับซ้อนของกฎหมาย PDPA และพร้อมช่วยให้ธุรกิจของคุณปรับตัวได้อย่างราบรื่น ด้วยประสบการณ์กว่า 10 ปีในวงการดิจิทัลและทีมผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายเทคโนโลยี เรามีบริการครบวงจรเพื่อรองรับการปฏิบัติตาม พ.ร.บ. ส่วนบุคคล:
ให้คำปรึกษาด้าน PDPA สำหรับธุรกิจและเว็บไซต์
ทีมผู้เชี่ยวชาญของเราพร้อมช่วยคุณในทุกขั้นตอนเกี่ยวกับ PDPA ต้องทำอะไรบ้าง:
- วิเคราะห์การเก็บและใช้ข้อมูลบนเว็บไซต์ ฟอร์มลงทะเบียน ระบบสมาชิก หรือ CRM ของคุณอย่างละเอียด
- ให้คำแนะนำวิธีจัดทำ Privacy Policy, Terms & Conditions และ Cookie Policy ให้ถูกต้องตามกฎหมาย
- ออกแบบกระบวนการขอความยินยอมที่สอดคล้องกับมาตรฐาน PDPA
เราไม่เพียงแนะนำทฤษฎี แต่ช่วยคุณปฏิบัติจริงให้เห็นผลอย่างเป็นรูปธรรม ด้วยความเชี่ยวชาญในการดูแลลูกค้าหลากหลายอุตสาหกรรม
พัฒนาและออกแบบเว็บไซต์ที่รองรับ PDPA แบบครบวงจร
นอกจากให้คำปรึกษา เรายังพัฒนาเว็บไซต์ที่ตอบโจทย์ทั้งด้านธุรกิจและกฎหมาย PDPA:
- ออกแบบเว็บไซต์พร้อมระบบแจ้งเตือน Cookie Consent ที่ทันสมัยและใช้งานง่าย
- ออกแบบฟอร์มเก็บข้อมูลตามหลัก Privacy by Design เพื่อให้การเก็บข้อมูลเป็นไปตาม พ.ร.บ. ส่วนบุคคล ตั้งแต่ต้น
- รองรับ SSL, HTTPS, การเข้ารหัสข้อมูล และระบบจัดเก็บที่ปลอดภัยตามข้อกำหนด PDPA
เว็บไซต์ของคุณจะไม่เพียงสวยงามและใช้งานง่าย แต่ยังปลอดภัยและถูกต้องตาม กฎหมาย PDPA อีกด้วย
วางระบบจัดเก็บและประมวลผลข้อมูลลูกค้า (Data & CRM System)
เราช่วยวางระบบการจัดการข้อมูลที่ครบวงจรตามที่ PDPA สรุปไว้:
- จัดทำระบบหลังบ้านสำหรับจัดเก็บข้อมูลลูกค้าอย่างเป็นระบบ
- ตั้งค่าระบบลบข้อมูลอัตโนมัติ การขอความยินยอมใหม่ และระบบรองรับสิทธิการขอลบข้อมูล
- เชื่อมต่อกับระบบ Third-party เช่น Email Marketing, Line OA, Facebook Pixel โดยคำนึงถึงหลักการของ PDPA ข้อมูลส่วนบุคคล
ระบบที่ออกแบบโดย CIPHER จะช่วยให้ธุรกิจของคุณสามารถบริหารข้อมูลลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพและถูกกฎหมาย พร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลในอนาคต
สรุป
กฎหมาย PDPA เป็นโอกาสให้ธุรกิจยกระดับมาตรฐานการดูแลข้อมูลลูกค้า สร้างความเชื่อมั่น และได้เปรียบในการแข่งขัน PDPA คือ กฎหมายที่ช่วยปกป้องทั้งผู้บริโภคและธุรกิจในระยะยาว การปฏิบัติตาม พ.ร.บ. ส่วนบุคคลอย่างเคร่งครัดจึงเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า
CIPHER พร้อมเคียงข้างคุณในทุกขั้นตอนของการปรับตัวให้สอดคล้องกับ PDPA ตั้งแต่การให้คำปรึกษา พัฒนาเว็บไซต์ วางระบบจัดการข้อมูลที่ปลอดภัย ไปจนถึงการทำการตลาดแบบครบวงจรเพื่อให้ธุรกิจของคุณเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืนในยุคดิจิทัล

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ PDPA
กฎหมาย PDPA คืออะไร?
กฎหมาย PDPA หรือพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 เป็นกฎหมายที่ควบคุมการเก็บรวบรวม ใช้ และเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล โดยกำหนดให้ต้องได้รับความยินยอมจากเจ้าของข้อมูลก่อน เพื่อปกป้องสิทธิความเป็นส่วนตัวของประชาชนในยุคดิจิทัล มีผลบังคับใช้อย่างเต็มรูปแบบตั้งแต่ 1 มิถุนายน 2565
กฎหมาย PDPA มีอะไรบ้าง?
กฎหมาย PDPA ประกอบด้วยสาระสำคัญ ได้แก่ การกำหนดนิยามข้อมูลส่วนบุคคล หลักการขอความยินยอม ฐานทางกฎหมายในการประมวลผลข้อมูล สิทธิของเจ้าของข้อมูล หน้าที่ของผู้ควบคุมและผู้ประมวลผลข้อมูล มาตรการรักษาความปลอดภัย และบทลงโทษสำหรับผู้ฝ่าฝืน ทั้งโทษทางแพ่ง อาญา และปกครอง
ธุรกิจต้องปรับตัวอย่างไรให้สอดคล้องกับ PDPA?
ธุรกิจต้องจัดทำนโยบายความเป็นส่วนตัว (Privacy Policy) ที่ชัดเจน ออกแบบระบบขอความยินยอมสำหรับการเก็บข้อมูล จัดให้มีมาตรการรักษาความปลอดภัยข้อมูล ฝึกอบรมพนักงานเกี่ยวกับการปฏิบัติตาม PDPA และอาจต้องแต่งตั้งเจ้าหน้าที่คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (DPO) หากมีการประมวลผลข้อมูลในปริมาณมาก
การไม่ปฏิบัติตาม PDPA มีโทษอย่างไร?
การไม่ปฏิบัติตาม PDPA อาจถูกลงโทษทางแพ่ง (ชดใช้ค่าเสียหายจริงและค่าสินไหมทดแทนเพิ่มไม่เกิน 2 เท่า) ทางอาญา (จำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 1 ล้านบาท) และทางปกครอง (ปรับสูงสุดถึง 5 ล้านบาท) รวมถึงผลกระทบต่อชื่อเสียงและความเชื่อมั่นของลูกค้าที่มีต่อธุรกิจ
แชร์บทความนี้
บทความที่เกี่ยวข้อง
-
7 ข้อดีของ LINE OA ที่ช่วยให้ธุรกิจ SME เพิ่มยอดขายได้จริง
ธุรกิจ SME ที่ต้องการเพิ่มยอดขายและสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้า จำเป็นต้องมีช่องทางสื่อสารที่เข้าถึงง่าย รวดเร็ว และใช้งานสะดวก หนึ่งในเครื่องมือที่ได้รับความนิยมอย่างมากคือ LINE Official Account หรือ LINE OA ซึ่งช่วยให้ธุรกิจสามารถพูดคุยกับลูกค้า ส่งโปรโมชั่น ปิดการขาย และดูแลลูกค้าได้ในแพลตฟอร์มเดียว
อ่านต่อ -
Influencer Marketing คืออะไร? กลยุทธ์การตลาดที่แบรนด์ต้องรู้
ปัจจุบันผู้บริโภคไม่ได้ตัดสินใจซื้อสินค้าจากโฆษณาเพียงอย่างเดียว แต่ยังได้รับอิทธิพลจากรีวิว ประสบการณ์จริง และคำแนะนำจากบุคคลที่ติดตามบนโซเชียลมีเดีย ทำให้ Influencer Marketing กลายเป็นกลยุทธ์สำคัญที่ช่วยให้แบรนด์เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ
อ่านต่อ