Skip to main content
CIPHER
CIPHER Articles

สร้างเว็บไซต์สำหรับมือใหม่ ไม่มีพื้นฐานก็เริ่มได้ ไม่ต้องเขียนโค้ด

Marketplace, SEO, Web Design, Website CMS, WooCommerce
สร้างเว็บไซต์สำหรับมือใหม่ ไม่มีพื้นฐานก็เริ่มได้ ไม่ต้องเขียนโค้ด

อยากมีเว็บไซต์เป็นของตัวเอง แต่กังวลว่าไม่มีพื้นฐานการเขียนโค้ด? ปัจจุบันการสร้างเว็บไซต์ง่ายกว่าที่เคย ด้วยแพลตฟอร์มสำเร็จรูปและเครื่องมือ No-Code ที่ช่วยให้มือใหม่สามารถสร้างเว็บไซต์ได้เอง ไม่ว่าจะเป็นเว็บไซต์ธุรกิจ ร้านค้าออนไลน์ บล็อก หรือพอร์ตโฟลิโอส่วนตัว

เว็บไซต์ยังคงเป็นสินทรัพย์ดิจิทัลสำคัญที่ช่วยสร้างความน่าเชื่อถือ นำเสนอสินค้าและบริการ เข้าถึงลูกค้าผ่าน Google และสร้างโอกาสทางธุรกิจในระยะยาว โดยไม่ต้องพึ่งพาอัลกอริทึมของโซเชียลมีเดียเพียงอย่างเดียว

บทความนี้CIPHERจะพาคุณเริ่มต้นสร้างเว็บไซต์ตั้งแต่การวางแผน เลือกแพลตฟอร์ม ออกแบบหน้าเว็บ ไปจนถึงการปรับเว็บไซต์ให้พร้อมสำหรับ SEO เพื่อให้คุณเริ่มต้นได้อย่างมั่นใจ แม้ไม่มีประสบการณ์ด้านเว็บไซต์มาก่อน

ทำไมธุรกิจและบุคคลทั่วไปควรมีเว็บไซต์?

หลายคนอาจสงสัยว่าในยุคที่มี Facebook, Instagram, TikTok หรือ LINE แล้ว ยังจำเป็นต้องมีเว็บไซต์หรือไม่ คำตอบคือ “จำเป็น” เพราะเว็บไซต์มีบทบาทแตกต่างจากโซเชียลมีเดียอย่างชัดเจน

สร้างความน่าเชื่อถือให้แบรนด์

เว็บไซต์ช่วยให้ธุรกิจหรือบุคคลดูเป็นมืออาชีพมากขึ้น เมื่อลูกค้าค้นหาชื่อแบรนด์บน Google แล้วพบเว็บไซต์ที่มีข้อมูลครบถ้วน เช่น รายละเอียดบริการ ผลงาน รีวิว ช่องทางติดต่อ และบทความให้ความรู้ ย่อมช่วยเพิ่มความมั่นใจในการตัดสินใจซื้อหรือใช้บริการ

สำหรับฟรีแลนซ์ เว็บไซต์ยังสามารถใช้เป็น Portfolio เพื่อแสดงผลงาน ประสบการณ์ และความเชี่ยวชาญได้อย่างเป็นระบบ เช่น นักออกแบบ นักเขียน ช่างภาพ ที่ปรึกษา หรือผู้ให้บริการเฉพาะทาง

เป็นเจ้าของช่องทางออนไลน์ของตัวเอง

โซเชียลมีเดียเป็นช่องทางสำคัญในการสื่อสารกับลูกค้า แต่ธุรกิจไม่สามารถควบคุมแพลตฟอร์มเหล่านั้นได้ทั้งหมด อัลกอริทึมอาจเปลี่ยน การเข้าถึงอาจลดลง หรือบัญชีอาจถูกจำกัดการมองเห็นได้

เว็บไซต์แตกต่างออกไป เพราะเป็นพื้นที่ออนไลน์ที่คุณเป็นเจ้าของ สามารถควบคุมคอนเทนต์ การออกแบบ โครงสร้างข้อมูล และการเชื่อมต่อกับเครื่องมือต่าง ๆ เช่น Google Analytics, Google Search Console, Facebook Pixel หรือระบบ CRM ได้ตามต้องการ

เพิ่มโอกาสในการค้นหาผ่าน Google

ผู้คนจำนวนมากเริ่มต้นการค้นหาข้อมูล สินค้า และบริการผ่าน Google หากเว็บไซต์ของคุณได้รับการวางโครงสร้างและทำ SEO อย่างถูกต้อง ก็มีโอกาสปรากฏในผลการค้นหา และดึงผู้เข้าชมเข้ามาได้อย่างต่อเนื่อง

ข้อดีของการค้นหาผ่าน Google คือผู้ใช้มักมีความต้องการชัดเจน เช่น ต้องการซื้อสินค้า ต้องการเปรียบเทียบบริการ หรือต้องการหาคำตอบบางอย่าง เว็บไซต์จึงช่วยดึงลูกค้าที่มีโอกาสสนใจจริงได้ดีกว่าการสื่อสารแบบหว่านกว้าง

รองรับการขายสินค้าและบริการตลอด 24 ชั่วโมง

เว็บไซต์สามารถทำงานแทนธุรกิจได้ตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นการแสดงสินค้า รับคำสั่งซื้อ รับจองบริการ เก็บข้อมูลผู้สนใจ หรือให้ข้อมูลสำคัญแก่ลูกค้า แม้คุณจะไม่ได้ออนไลน์อยู่ตลอด เว็บไซต์ก็ยังช่วยสร้างโอกาสทางการขายได้อย่างต่อเนื่อง

การสร้างเว็บไซต์ต้องเตรียมอะไรบ้าง?

ก่อนลงมือสร้างเว็บไซต์ ควรวางแผนให้ชัดเจน เพราะเว็บไซต์ที่ดีไม่ได้เริ่มจากการเลือกเทมเพลตสวย ๆ เท่านั้น แต่เริ่มจากการรู้ว่าเว็บไซต์มีเป้าหมายอะไร และต้องการให้ผู้ใช้งานทำอะไรต่อเมื่อเข้ามาในเว็บไซต์

กำหนดเป้าหมายของเว็บไซต์

สิ่งแรกที่ควรถามตัวเองคือ เว็บไซต์นี้สร้างขึ้นเพื่ออะไร ใครคือกลุ่มเป้าหมาย และผู้เข้าชมควรทำอะไรบนเว็บไซต์ เช่น ซื้อสินค้า อ่านบทความ กรอกฟอร์ม ติดต่อทีมงาน หรือดูผลงาน

ตัวอย่างประเภทเว็บไซต์ที่พบบ่อย ได้แก่

  • เว็บไซต์บริษัท:ใช้แนะนำธุรกิจ บริการ ทีมงาน ผลงาน และช่องทางติดต่อ เหมาะกับธุรกิจที่ต้องการสร้างความน่าเชื่อถือ
  • เว็บไซต์ร้านค้าออนไลน์:ใช้แสดงสินค้า รับคำสั่งซื้อ ชำระเงิน และจัดการข้อมูลลูกค้า เหมาะกับธุรกิจ E-commerce
  • เว็บไซต์ Portfolio:ใช้แสดงผลงาน ประสบการณ์ และทักษะ เหมาะกับฟรีแลนซ์ นักออกแบบ นักเขียน ช่างภาพ หรือผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน
  • เว็บไซต์บทความหรือ Blog:ใช้สร้างคอนเทนต์เพื่อดึง Traffic จาก Google ให้ความรู้ และต่อยอดเป็นรายได้จากบริการ โฆษณา หรือ Affiliate
  • Landing Page:ใช้สำหรับแคมเปญเฉพาะ เช่น เก็บ Lead โปรโมตสินค้าใหม่ หรือชวนลงทะเบียนกิจกรรม

เตรียมชื่อโดเมน

โดเมนคือชื่อเว็บไซต์ เช่น yourbrand.com ซึ่งเปรียบเหมือนที่อยู่ของเว็บไซต์บนอินเทอร์เน็ต การเลือกโดเมนควรคิดระยะยาว เพราะเป็นสิ่งที่ลูกค้าจะจดจำและใช้ค้นหาแบรนด์ของคุณ

หลักการเลือกชื่อโดเมนที่ดีคือ สั้น จำง่าย สะกดง่าย อ่านออกเสียงได้ ไม่ซับซ้อน และควรเกี่ยวข้องกับชื่อแบรนด์ ธุรกิจ หรือบริการ หากเป็นไปได้ควรหลีกเลี่ยงตัวเลข เครื่องหมายพิเศษ หรือคำที่สะกดยากเกินไป

.com vs .co.th ต่างกันอย่างไร?

.comเหมาะกับธุรกิจทั่วไป เว็บไซต์ส่วนตัว ร้านค้าออนไลน์ หรือแบรนด์ที่ต้องการความเป็นสากล เป็นนามสกุลโดเมนที่คนคุ้นเคยมากที่สุด

.co.thเหมาะกับธุรกิจในประเทศไทยที่ต้องการสร้างความน่าเชื่อถือในตลาดไทย โดยมักต้องใช้เอกสารจดทะเบียนธุรกิจประกอบการจดโดเมน

เลือก Hosting ให้เหมาะกับเว็บไซต์

Hosting คือพื้นที่เก็บข้อมูลเว็บไซต์บนอินเทอร์เน็ต หากเปรียบโดเมนเป็นที่อยู่ Hosting ก็คือบ้านที่เก็บไฟล์ รูปภาพ และระบบต่าง ๆ ของเว็บไซต์

Shared Hostingเหมาะกับเว็บไซต์ใหม่ เว็บไซต์ส่วนตัว หรือธุรกิจขนาดเล็ก ใช้งานง่ายและเริ่มต้นได้ไม่ซับซ้อน แต่ใช้ทรัพยากรร่วมกับเว็บไซต์อื่น จึงอาจไม่เหมาะกับเว็บที่มีผู้เข้าชมจำนวนมาก

Cloud Hostingเหมาะกับเว็บไซต์ที่ต้องการความยืดหยุ่น รองรับการเติบโต และต้องการความเสถียรมากขึ้น เหมาะกับธุรกิจที่คาดว่าจะมี Traffic เพิ่มขึ้นในอนาคต

Managed WordPress Hostingเหมาะกับเว็บไซต์ WordPress โดยเฉพาะ เพราะมีระบบที่ช่วยดูแลเรื่องความเร็ว ความปลอดภัย การสำรองข้อมูล และการอัปเดตบางส่วน เหมาะกับคนที่ไม่อยากจัดการเรื่องเทคนิคมากเกินไป

วิธีสร้างเว็บไซต์แบบ Step-by-Step

การสร้างเว็บไซต์สำหรับมือใหม่ไม่จำเป็นต้องเริ่มจากการเขียนโค้ด แต่ควรเริ่มจากการวางแผนให้ชัดเจนก่อน เช่น เป้าหมายของเว็บไซต์ กลุ่มเป้าหมาย เนื้อหาที่ต้องมี และแพลตฟอร์มที่เหมาะสม จากนั้นจึงค่อยออกแบบหน้าเว็บ ใส่คอนเทนต์ ตั้งค่าโดเมน โฮสติ้ง และปรับ SEO เบื้องต้น เพื่อให้เว็บไซต์พร้อมใช้งานและมีโอกาสถูกค้นพบบน Google มากขึ้น

Step 1: เลือกแพลตฟอร์มสร้างเว็บไซต์

แพลตฟอร์มสร้างเว็บไซต์แบบ No-Code คือหัวใจสำคัญที่ทำให้มือใหม่เริ่มต้นได้ง่ายขึ้น เพราะส่วนใหญ่มีเทมเพลตสำเร็จรูป ระบบลากวาง และเครื่องมือปรับแต่งหน้าเว็บโดยไม่ต้องเขียนโค้ด

  • WordPress:เป็นแพลตฟอร์มยอดนิยมที่มีความยืดหยุ่นสูง ใช้สร้างได้ทั้งเว็บไซต์ธุรกิจ Blog เว็บไซต์องค์กร และร้านค้าออนไลน์ผ่าน WooCommerce แม้ WordPress จะมีระบบให้ปรับแต่งเยอะ แต่ผู้เริ่มต้นก็สามารถใช้งานได้โดยไม่ต้องเขียนโค้ด หากเลือกธีมและปลั๊กอินที่เหมาะสม มีธีมและปลั๊กอินจำนวนมาก รองรับ SEO ได้ดี ขยายฟังก์ชันได้ง่าย และต่อยอดได้ในระยะยาว เหมาะกับคนที่ต้องการสร้างเว็บไซต์จริงจังและต้องการควบคุมเว็บไซต์ของตัวเองมากขึ้น
  • Wix:เหมาะกับผู้เริ่มต้นที่ต้องการสร้างเว็บไซต์อย่างรวดเร็ว ใช้งานง่าย มีระบบลากวางและเทมเพลตให้เลือกหลากหลาย เหมาะกับเว็บไซต์ส่วนตัว เว็บไซต์ธุรกิจขนาดเล็ก และ Landing Page
  • Shopify:เหมาะกับคนที่ต้องการสร้างเว็บไซต์ขายสินค้าออนไลน์โดยเฉพาะ จุดเด่นคือมีระบบ E-commerce ครบในตัว เช่น หน้าสินค้า ระบบตะกร้า ระบบชำระเงิน การจัดการออเดอร์ และเทมเพลตร้านค้าออนไลน์ เหมาะกับธุรกิจที่ต้องการโฟกัสการขายเป็นหลัก
  • Webflow:เหมาะกับคนที่ต้องการเว็บไซต์ดีไซน์สวยและปรับแต่งได้ละเอียด แม้ไม่จำเป็นต้องเขียนโค้ด แต่มีความยืดหยุ่นด้านการออกแบบสูง เหมาะกับเว็บไซต์แบรนด์ Portfolio หรือเว็บไซต์ที่ต้องการภาพลักษณ์เฉพาะตัว
  • Squarespace:เป็นอีกหนึ่งแพลตฟอร์ม No-Code ที่เด่นด้านดีไซน์ เทมเพลตสวย ใช้งานง่าย เหมาะกับ Portfolio เว็บไซต์ส่วนตัว เว็บไซต์แบรนด์ขนาดเล็ก หรือธุรกิจที่ต้องการเว็บไซต์เรียบหรูโดยไม่ต้องดูแลเทคนิคมาก

Step 2: ติดตั้งเว็บไซต์

หากเลือกใช้ WordPress ปัจจุบันผู้ให้บริการ Hosting ส่วนใหญ่มักมีระบบติดตั้งแบบ One Click Install ทำให้ไม่ต้องดาวน์โหลดไฟล์หรือเขียนโค้ดเอง

ขั้นตอนโดยทั่วไปคือ ซื้อ Domain และ Hosting เข้าสู่ระบบ Hosting เลือกติดตั้ง WordPress กรอกชื่อเว็บไซต์และข้อมูลผู้ดูแล จากนั้นระบบจะติดตั้งเว็บไซต์ให้อัตโนมัติภายในไม่กี่นาที

หลังติดตั้งควรตั้งค่าเบื้องต้น เช่น ชื่อเว็บไซต์ Timezone โครงสร้าง URL ใบรับรอง SSL ลบปลั๊กอินที่ไม่จำเป็น และตั้งค่าผู้ดูแลระบบให้ปลอดภัย

Step 3: เลือกธีมเว็บไซต์

ธีมเป็นส่วนที่กำหนดหน้าตาและโครงสร้างเว็บไซต์ มือใหม่ควรเลือกธีมที่ใช้งานง่าย โหลดเร็ว รองรับมือถือ อัปเดตสม่ำเสมอ และรองรับ SEO

สิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงคือธีมที่มีฟีเจอร์มากเกินจำเป็น ธีมที่ไม่ได้อัปเดตมานาน หรือธีมจากแหล่งที่ไม่น่าเชื่อถือ เพราะอาจทำให้เว็บไซต์ช้า มีปัญหาความปลอดภัย หรือแก้ไขยากในอนาคต

Step 4: สร้างหน้าเว็บไซต์สำคัญ

การเขียนเนื้อหาควรเน้นความชัดเจน อ่านง่าย และตอบคำถามของผู้ใช้งาน พร้อมแทรกคีย์เวิร์ดอย่างเป็นธรรมชาติเพื่อช่วยในการจัดอันดับบน Google เนื้อหาเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยสื่อสารกับผู้ใช้งานและส่งผลต่อ SEO โดยหน้าเว็บไซต์พื้นฐานที่ควรมี ได้แก่

  • หน้าแรก:ใช้สื่อสารว่าแบรนด์คือใคร ทำอะไร มีจุดเด่นอะไร และผู้เข้าชมควรทำอะไรต่อ เช่น ติดต่อเรา ดูสินค้า หรืออ่านบทความ
  • เกี่ยวกับเรา:ใช้เล่าเรื่องราว ความเชี่ยวชาญ ทีมงาน วิสัยทัศน์ หรือเหตุผลที่ลูกค้าควรไว้วางใจ
  • สินค้าและบริการ:อธิบายรายละเอียดสินค้า บริการ ราคาโดยประมาณ จุดเด่น ประโยชน์ และวิธีติดต่อหรือสั่งซื้อ
  • บทความ:ใช้สร้างคอนเทนต์ SEO ให้ความรู้ และดึงคนจาก Google เข้ามายังเว็บไซต์
  • ติดต่อเรา:ควรมีเบอร์โทร อีเมล ฟอร์มติดต่อ แผนที่ และลิงก์ช่องทางอื่น ๆ เช่น LINE OA หรือโซเชียลมีเดีย

Step 5: เพิ่มเนื้อหาและรูปภาพ

เนื้อหาคือหัวใจของเว็บไซต์ เพราะเป็นสิ่งที่ช่วยให้ผู้ใช้เข้าใจแบรนด์ และช่วยให้ Google เข้าใจว่าเว็บไซต์ของคุณเกี่ยวข้องกับเรื่องใด

หลักการเขียนเนื้อหาสำหรับเว็บไซต์คือ เขียนให้ตอบคำถามผู้ใช้งาน อ่านง่าย แบ่งย่อหน้าไม่ยาวเกินไป ใช้หัวข้อ H2 และ H3 ชัดเจน และใช้คีย์เวิร์ดอย่างเป็นธรรมชาติ ไม่ยัดคำซ้ำจนอ่านไม่ลื่นไหล

รูปภาพควรมีคุณภาพดี เกี่ยวข้องกับเนื้อหา ขนาดไฟล์ไม่ใหญ่เกินไป และควรใส่ Alt Text เพื่อช่วยให้ Google เข้าใจรูปภาพ รวมถึงเพิ่มโอกาสในการแสดงผลบน Google Images

CTA หรือ Call to Action ควรชัดเจน เช่น “ติดต่อเรา” “ขอใบเสนอราคา” “สั่งซื้อสินค้า” “จองคิว” หรือ “อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม” โดยควรวางในตำแหน่งที่ผู้ใช้งานเห็นง่าย

ดาวน์โหลด E-Book

ปลั๊กอินที่มือใหม่ควรติดตั้ง

สำหรับเว็บไซต์ WordPress ปลั๊กอินช่วยเพิ่มความสามารถให้เว็บไซต์ได้โดยไม่ต้องเขียนโค้ด แต่ไม่ควรติดตั้งมากเกินจำเป็น เพราะอาจทำให้เว็บช้าหรือเกิดปัญหาความเข้ากันได้

SEO Plugin

ช่วยตั้งค่า SEO พื้นฐาน เช่น Title Tag, Meta Description, Sitemap และ Schema ตัวอย่างปลั๊กอินที่นิยมคือ Yoast SEO และ Rank Math

Security Plugin

ช่วยเพิ่มความปลอดภัย เช่น ป้องกันการเข้าสู่ระบบผิดปกติ ตรวจสอบไฟล์อันตราย และแจ้งเตือนปัญหาความปลอดภัย

Cache Plugin

ช่วยเพิ่มความเร็วเว็บไซต์โดยลดเวลาการโหลดหน้าเว็บ เหมาะกับเว็บไซต์ที่ต้องการประสบการณ์ผู้ใช้งานที่ดีและรองรับ SEO

Backup Plugin

ช่วยสำรองข้อมูลเว็บไซต์ หากเกิดปัญหา เช่น เว็บไซต์พัง อัปเดตผิดพลาด หรือถูกโจมตี จะสามารถกู้คืนข้อมูลได้ง่ายขึ้น

เทคนิคทำเว็บไซต์ให้ติด SEO ตั้งแต่วันแรก

ตั้งค่า SEO เบื้องต้นให้ถูกต้อง

องค์ประกอบพื้นฐานที่ควรตั้งค่า ได้แก่ Title Tag, Meta Description และ URL Structure โดย Title ควรชัดเจน มีคีย์เวิร์ดสำคัญ ส่วน Meta Description ควรสรุปเนื้อหาและกระตุ้นให้คนคลิก URL ควรสั้น อ่านง่าย และสื่อความหมาย

ใช้ Keyword อย่างเป็นธรรมชาติ

ควรใช้คีย์เวิร์ดในตำแหน่งสำคัญ เช่น หัวข้อ บทนำ และบางส่วนของเนื้อหา แต่ไม่ควรใส่ซ้ำมากเกินไป ควรใช้คำใกล้เคียงและคำที่เกี่ยวข้องเพื่อให้เนื้อหาครอบคลุม Search Intent มากขึ้น

Internal Link คือการลิงก์ไปยังหน้าอื่นในเว็บไซต์ของตัวเอง เช่น จากบทความไปยังหน้าบริการหรือบทความที่เกี่ยวข้อง ช่วยให้ผู้ใช้ค้นหาข้อมูลต่อได้สะดวก และช่วยให้ Google เข้าใจโครงสร้างเว็บไซต์

External Link คือการลิงก์ไปยังแหล่งข้อมูลภายนอกที่น่าเชื่อถือ เช่น เว็บไซต์ทางการ แหล่งอ้างอิง หรือบทความที่เกี่ยวข้อง ช่วยเสริมความน่าเชื่อถือของเนื้อหาเมื่อใช้อย่างเหมาะสม

ทำเว็บไซต์ให้โหลดเร็ว

ความเร็วเว็บไซต์มีผลต่อทั้ง SEO และ Conversion วิธีปรับปรุงพื้นฐานคือ บีบอัดรูปภาพ ใช้ Cache ลดปลั๊กอินที่ไม่จำเป็น เลือก Hosting ที่มีคุณภาพ และตรวจสอบความเร็วเว็บไซต์เป็นระยะ

รองรับการใช้งานบนมือถือ

ผู้ใช้งานจำนวนมากเข้าชมเว็บไซต์ผ่านมือถือ เว็บไซต์จึงควรเป็น Mobile-Friendly อ่านง่าย ปุ่มกดไม่เล็กเกินไป รูปภาพไม่ล้นจอ และเมนูใช้งานสะดวก

เปิดเว็บไซต์แล้ว ขั้นตอนต่อไปคืออะไร?

หลายคนเข้าใจผิดว่าหลังเว็บไซต์ออนไลน์แล้วงานจบ แต่ความจริงเว็บไซต์ต้องได้รับการดูแลและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง

ส่งเว็บไซต์เข้า Google Search Console

Google Search Consoleช่วยให้คุณตรวจสอบว่า Google พบเว็บไซต์หรือไม่ หน้าใดถูก Index แล้ว หน้าใดมีปัญหา และผู้ใช้ค้นหาคำใดแล้วเจอเว็บไซต์ของคุณ

ติดตั้ง Google Analytics

Google Analyticsช่วยวิเคราะห์พฤติกรรมผู้ใช้งาน เช่น จำนวนผู้เข้าชม แหล่งที่มาของ Traffic หน้าเว็บยอดนิยม และ Conversion เพื่อให้คุณปรับปรุงเว็บไซต์จากข้อมูลจริง

เริ่มทำ Content Marketing

การทำบทความหรือคอนเทนต์อย่างต่อเนื่องช่วยเพิ่มโอกาสให้เว็บไซต์ติด Google ในหลายคีย์เวิร์ด โดยควรเลือกหัวข้อที่ตอบคำถามของกลุ่มเป้าหมายและเชื่อมโยงไปยังสินค้า บริการ หรือเป้าหมายของเว็บไซต์

อัปเดตเนื้อหาอย่างสม่ำเสมอ

เว็บไซต์ที่มีการอัปเดตข้อมูลอย่างสม่ำเสมอดูน่าเชื่อถือกว่าเว็บไซต์ที่หยุดนิ่ง ควรกลับมาอัปเดตบทความเก่า ปรับข้อมูลบริการ เพิ่มผลงานใหม่ และตรวจสอบลิงก์ที่อาจเสียเป็นระยะ

ข้อผิดพลาดที่มือใหม่มักทำเมื่อสร้างเว็บไซต์

เลือกแพลตฟอร์มผิดตั้งแต่แรก

บางคนเลือกแพลตฟอร์มเพราะเห็นคนอื่นใช้ แต่ไม่ตรงกับเป้าหมายของตัวเอง เช่น ต้องการขายของจริงจังแต่เลือกแพลตฟอร์มที่ไม่เหมาะกับ E-commerce ทำให้ต้องย้ายระบบภายหลัง

ซื้อ Hosting ราคาถูกเกินไป

Hosting ที่ไม่มีคุณภาพอาจทำให้เว็บไซต์โหลดช้า ล่มบ่อย หรือมีข้อจำกัดด้านความปลอดภัย ซึ่งส่งผลต่อทั้งประสบการณ์ผู้ใช้งานและ SEO

ติดตั้ง Plugin มากเกินจำเป็น

ปลั๊กอินมากเกินไปอาจทำให้เว็บไซต์ช้า เกิดปัญหาความเข้ากันได้ และดูแลยาก ควรเลือกใช้เฉพาะปลั๊กอินที่ตอบโจทย์จริง

ไม่วางแผน SEO ตั้งแต่ต้น

หากสร้างเว็บไซต์โดยไม่คิดเรื่อง SEO ตั้งแต่แรก อาจต้องเสียเวลาปรับโครงสร้าง URL เมนู เนื้อหา และ Internal Link ใหม่ในอนาคต

ออกแบบเว็บไซต์ซับซ้อนเกินไป

เว็บไซต์ที่ดีไม่จำเป็นต้องมีลูกเล่นเยอะ แต่ควรใช้งานง่าย โหลดเร็ว และช่วยให้ผู้ใช้ไปถึงข้อมูลหรือการตัดสินใจได้เร็วที่สุด

สร้างเว็บไซต์เอง หรือจ้างมืออาชีพดีกว่า?

กรณีที่ควรทำเอง

การสร้างเว็บไซต์เองเหมาะกับเว็บไซต์ขนาดเล็ก Portfolio Blog ส่วนตัว หรือธุรกิจที่เพิ่งเริ่มต้นและต้องการเรียนรู้ระบบด้วยตัวเอง เพราะช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายและทำให้เข้าใจพื้นฐานเว็บไซต์มากขึ้น

กรณีที่ควรจ้างผู้เชี่ยวชาญ

หากเป็นเว็บไซต์องค์กร เว็บไซต์ที่ต้องการ SEO จริงจัง E-commerce ขนาดใหญ่ หรือเว็บไซต์ที่มีฟังก์ชันเฉพาะ เช่น ระบบสมาชิก ระบบจอง ระบบชำระเงิน หรือระบบเชื่อมต่อข้อมูล การจ้างผู้เชี่ยวชาญจะช่วยลดความผิดพลาดและทำให้เว็บไซต์พร้อมใช้งานเร็วขึ้น

เปรียบเทียบต้นทุนและเวลา

สำหรับหลายธุรกิจ การจ้างผู้เชี่ยวชาญอาจเป็นทางเลือกที่คุ้มค่า หากเว็บไซต์มีเป้าหมายด้านยอดขาย SEO การสร้าง Lead หรือภาพลักษณ์แบรนด์อย่างจริงจัง เพราะช่วยให้เว็บไซต์ถูกวางระบบอย่างเหมาะสมตั้งแต่ต้น

สรุป

การสร้างเว็บไซต์ในปัจจุบันไม่จำเป็นต้องมีพื้นฐานการเขียนโค้ด เพราะมีแพลตฟอร์มสำเร็จรูปอย่าง WordPress, Wix, Shopify และ Webflow ที่ช่วยให้มือใหม่เริ่มต้นได้ง่ายขึ้น

สิ่งสำคัญคือการกำหนดเป้าหมายเว็บไซต์ให้ชัด เลือกแพลตฟอร์มที่เหมาะสม วางโครงสร้างเว็บไซต์ให้ใช้งานง่าย และสร้างคอนเทนต์ที่ตอบโจทย์ผู้ใช้งาน พร้อมวางพื้นฐาน SEO ตั้งแต่เริ่มต้น เพื่อเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงลูกค้าผ่าน Google

เว็บไซต์ที่ดีไม่จำเป็นต้องสมบูรณ์แบบตั้งแต่วันแรก แต่ควรได้รับการพัฒนาและปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง หากต้องการเว็บไซต์ที่รองรับการเติบโตของธุรกิจในระยะยาวCIPHERพร้อมให้คำปรึกษาและบริการพัฒนาเว็บไซต์ที่ออกแบบมาเพื่อทั้งประสบการณ์ผู้ใช้งานและประสิทธิภาพด้าน SEO อย่างครบวงจร

SEO

คำถามที่พบบ่อย

เว็บไซต์ใช้เวลานานแค่ไหนกว่าจะสร้างเสร็จ?

ระยะเวลาขึ้นอยู่กับประเภทของเว็บไซต์และความพร้อมของข้อมูล หากเป็นเว็บไซต์ขนาดเล็กที่ใช้เทมเพลตสำเร็จรูป อาจใช้เวลาเพียงไม่กี่วัน แต่หากมีหลายหน้า ต้องออกแบบเฉพาะหรือเตรียมเนื้อหาจำนวนมาก อาจใช้เวลาหลายสัปดาห์

จำเป็นต้องมีความรู้ด้านกราฟิกก่อนสร้างเว็บไซต์หรือไม่?

ไม่จำเป็น ปัจจุบันแพลตฟอร์มสร้างเว็บไซต์ส่วนใหญ่มีเทมเพลตสำเร็จรูปให้เลือกใช้งาน รวมถึงมีเครื่องมือออกแบบออนไลน์ที่ช่วยสร้างภาพประกอบ แบนเนอร์ และองค์ประกอบต่าง ๆ ได้ง่ายขึ้นโดยไม่ต้องมีพื้นฐานด้านกราฟิก

เว็บไซต์สามารถแก้ไขเนื้อหาได้เองหลังจากเปิดใช้งานหรือไม่?

ได้ เว็บไซต์ที่สร้างด้วย WordPress, Wix, Shopify หรือแพลตฟอร์ม No-Code ส่วนใหญ่สามารถแก้ไขข้อความ รูปภาพ และเพิ่มหน้าใหม่ได้ด้วยตนเองผ่านระบบหลังบ้าน โดยไม่ต้องเขียนโค้ด

หากต้องการเพิ่มฟังก์ชันใหม่ในอนาคตต้องสร้างเว็บไซต์ใหม่หรือไม่?

ไม่จำเป็น หากเลือกแพลตฟอร์มที่รองรับการขยายระบบ เช่น WordPress หรือ Shopify สามารถติดตั้งปลั๊กอินหรือเพิ่มฟีเจอร์ใหม่ได้ภายหลัง เช่น ระบบจองคิว ระบบสมาชิก ระบบชำระเงิน หรือร้านค้าออนไลน์

เว็บไซต์กับโซเชียลมีเดียควรมีทั้งสองอย่างหรือไม่?

ควรใช้ควบคู่กัน เพราะโซเชียลมีเดียช่วยสร้างการเข้าถึงและการมีส่วนร่วมกับกลุ่มเป้าหมาย ขณะที่เว็บไซต์เป็นศูนย์กลางข้อมูลที่ธุรกิจควบคุมได้เอง และสามารถดึงผู้เข้าชมจาก Google ได้อย่างต่อเนื่องในระยะยาว

มือใหม่ควรเริ่มจากเว็บไซต์หลายหน้าหรือหน้าเดียวก่อน?

หากยังไม่แน่ใจเกี่ยวกับโครงสร้างเว็บไซต์หรือมีข้อมูลไม่มาก การเริ่มต้นด้วยเว็บไซต์ขนาดเล็กหรือ Landing Page ก่อนก็เป็นทางเลือกที่ดี เมื่อธุรกิจเติบโตขึ้นจึงค่อยขยายเป็นเว็บไซต์หลายหน้าเพิ่มเติมภายหลัง

เว็บไซต์ที่สร้างเองสามารถแข่งขันกับเว็บไซต์ของบริษัทใหญ่ได้หรือไม่?

สามารถแข่งขันได้ในหลายกรณี โดยเฉพาะการทำ SEO ในกลุ่มคีย์เวิร์ดเฉพาะทาง (Niche Keywords) หรือการสร้างคอนเทนต์ที่ตอบโจทย์ผู้ใช้งานได้ดีกว่า ขนาดของธุรกิจไม่ใช่ปัจจัยเดียวที่กำหนดอันดับบน Google เสมอไป หากเว็บไซต์มีเนื้อหาคุณภาพและประสบการณ์ผู้ใช้งานที่ดี ก็มีโอกาสเติบโตได้เช่นกัน

Share this article

← Back to articles